Thursday August 21 , 2014
Text Size
   

Photo Gallery

ImagePhoto Gallery ทุกภาพประทับใจจากผลงาน พี อาร์ เน็ตเวิร์ค พร้อมให้เข้าชม และดาวโหลดแล้ว

News on Television

ImageTelevision
รายการเด่นประเด็นดังของลูกค้าสุดฮอต หากคุณพลาดเรามีไว้ให้ชมมากมาย

News on Newspaper

ImageNewspaper 
ไม่พลาดทุกข่าวสารของลูกค้าที่ได้รับการตีพิมพ์เรารวบรวมและอัพเดททุกวัน


เปิด ‘กรุ’ เครื่องหอมไทย ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน

มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7
เปิด ‘กรุ’  เครื่องหอมไทย  ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน
“หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก”

           กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จัดมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ชู “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” โชว์สมุนไพรหอม เครื่องหอมภูมิปัญญาไทย จัดแสดงยาหอมไทย ตำรับโบราณ พร้อมแจกต้นไม้สมุนไพรฟรี ! 1 – 5 กันยายน นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
           นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ประธานในงานแถลงข่าวมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 7 กล่าวถึง “โครงการพลิกโฉมโรงพยาบาลยุคใหม่” ซึ่งเป็นการพัฒนาปรับปรุงโรงพยาบาลในสังกัดจำนวนกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศใน 3 ด้าน ได้แก่ บรรยากาศ การบริการและการบริหารจัดการ  หรือเรียกอย่างย่อ ๆ ว่า  โครงการ 3 S  หรือ  Structure, Service, System  เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทย คาดว่าผลจากการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะเป็นการยกระดับการให้บริการในสถานพยาบาลของรัฐอีกขั้นหนึ่ง นอกจากนโยบายในเรื่องของการบริการแล้ว สี่งที่กระทรวงสาธารณสุขยึดเป็นแนวทางในการทำงานคือ  การสร้างสุขภาพองค์รวม  ให้เกิดแก่พี่น้องคนไทย  โดยเฉพาะการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษของเรามาต่อยอดให้เกิดการพัฒนาเป็นบริการ  เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ  อย่างงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาตินี้ก็เป็นตัวอย่างที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามทำมาตลอด 6 ปี  ในแต่ละปีจะมีการหมุนเวียนไฮไลท์ที่แตกต่างกันออกไป  อย่างปีนี้เน้นเรื่องของหอม  ทางผู้จัดงานก็เกิดประกายความคิดว่า  น่าจะนำไปเชื่อมกับ โครงการ 3 S  ร้อยต่อกันไปให้เป็น 5 S  คือ  good smell และ  smile คือหมายความว่า  ถ้าเราใช้ของหอม  ก็แน่นอนว่าจะสร้างให้เกิดรอยยิ้ม  และรอยยิ้มก็สร้างความสุข  ไม่เพียงแต่ความสุขของผู้ที่ยิ้ม  แต่คนที่เห็นคนอื่นยิ้มก็คงอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้  ซึ่งในงานวันนี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและภาคีร่วมจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 7 ก็ได้นำตัวอย่างของหอมที่ทำได้ง่าย ๆ ในโรงพยาบาล  เช่น  ของหอมจากผิวมะกรูด  จากใบเตยหอม  และจากตะไคร้ มาจัดแสดง  สิ่งที่นำมาจัดแสดงในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะนำไปใช้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ ต่อไปผู้รับบริการจะไม่ได้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออีกแล้ว  ผู้ให้บริการก็สุขภาพดี  มีรอยยิ้ม  ผู้รับบริการก็ยิ้ม  ยิ้มจากกลิ่นหอม  ที่เป็นอมา เธอราปีย์  และยิ้มจากบริการที่ประทับใจของทีมหมอ ๆ ในโรงพยาบาล ซึ่งตนเองเชื่อมั่นว่ากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพร ถึงแม้ไม่แรงเท่ากลิ่นสังเคราะห์  แต่มีผลดีต่อสุขภาพและดีต่อเศรษฐกิจของชาติอย่างแน่นอน 
          พญ.วิลาวัณย์  จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ร่วมกับภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน ได้แก่  สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ   สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)  มูลนิธิสุขภาพไทย  มูลนิธิหมอชาวบ้าน  มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มูลนิธิส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” โดยกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1 – 5 กันยายน นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกของประเทศ  เพื่อจัดการความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกแบบบูรณาการ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่าง ๆ  อย่างกว้างขวางและทุกระดับ  และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประเทศด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกในทุกระดับ  โดยใน 6 ครั้งที่ผ่านมางานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติได้รับความสนใจจากบุคลากรทางการแพทย์  นักวิชาการ  นักเรียน  นักศึกษาประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชนมากกว่าปีละ  200,000  คน  นอกจากความสำเร็จในแง่ของจำนวนผู้เข้าชมงานแล้ว งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติยังเป็นจุดผลักดันให้เกิดนโยบายที่สำคัญทางการแพทย์แผนไทย  การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกอีกมากมาย  อาทิ  การเป็นจุดผลักดันให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท พ.ศ. 2550-2554  ซึ่งนับเป็นแผนแม่บททางด้านการแพทย์แพทย์แผนไทย  การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกฉบับแรก  นโยบายโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยต้นแบบ  และงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาตินี้ยังทำให้เกิดกระแสการดูแลสุขภาพแบบไทย ๆ  เป็นจำนวนมาก  อาทิ  การหันมาบริโภคข้าวกล้อง  การปรุงอาหารจากข้าวกล้องงอก  การหันกลับมารับประทานผักน้ำพริก  และงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติยังทำให้สมุนไพรหลายชนิดได้ฟื้นคืนชีวิตมารับใช้สังคมไทยอีกครั้ง  อาทิ   สมุนไพรเพื่อผู้หญิงทุกวัยอย่างสาวร้อยผัว  ผักเชียงดา  ผักเพื่อผู้ป่วยเบาหวาน 
           พญ.วิลาวัณย์ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ ภายในงานได้นำเสนอภูมิปัญญาไทยที่สัมพันธ์กับสมุนไพรหอม อาทิ เครื่องหอมไทย ยาหอมไทย ตลอดจนการนำสมุนไพรหอมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน จนกระทั่งการผลิตน้ำหอมระเหย และผลิตภัณฑ์อโรมา เธอราปีย์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยนั้นมีจุดแข็งคือ เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ  มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่งสมกับคำกล่าวที่ว่า  ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว แต่ในทุก ๆ ที่เรามีสมุนไพร  กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ในฐานะผู้ดูแลเรื่องภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพได้ตระหนักถึงความสำคัญของสมุนไพรไทย ดังกล่าว จึงมีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ และสนับสนุนให้เกิดการปลูก  การใช้สมุนไพรอย่างแพร่หลาย จึงได้จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง  และปีนี้ก็ยังจัดเป็นปีที่ 7 แล้ว
“ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย 1. การจัดสมัชชาสุขภาพเชิงประเด็นว่าด้วยการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพวิถีไท พ.ศ.2550 - 2554  ซึ่งในเวทีนี้ก็จะมาพูดถึงว่าที่ผ่านมา 1 ปี  องค์กรสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงประชาชนด้วยได้มีการผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ อะไรบ้าง 2.การประชุมวิชาการประจำปี  ซึ่งในปีนี้เรามีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง  อย่างในหัวข้อ  “หอมกรุ่นทั่วไทย  หอมไกลทั่วโลก”  ก็จะมีนักวิชาการ  ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มาพูดเรื่อง  เครื่องหอม  พืชหอม  ข้าวหอม  น้ำมันหอมระเหย  และการประยุกต์ใช้ในฝากประชาชนว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร  มีเวทีที่พูดคุยเฉพาะยาหอม  ว่าจะทำอย่างไรให้ยาหอมเป็น มรดกของชาติ  ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอยู่แล้ว  แต่เราต้องประกาศเป็นทางการ  ประกาศความเป็นเจ้าของของคนไทยอย่างชัดเจนเสียก่อนที่จะมีใครมาเอาของเราไป  มีเวทีเฉพาะที่พูดถึงการดูแลแนวธรรมชาติบำบัดเพื่อเด็กพิการ 3. การจัดประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้  ประสบการณ์ของเพื่อนบ้านเรือนเคียง  4. ลานวัฒนธรรม ซึ่งในปีนี้เรามีชุมชนมาจากทุกภาคของประเทศ  มาจัดแสดง  ข้าวหอมและผักหอม  ที่ถ้าไม่มาชิม  ไม่มาดม  ก็ไม่รู้ว่าจะมีงานไหนจัดอีกแล้ว  5. การฝึกอบรมระยะสั้น ซึ่งในปีนี้มีมากกว่า 30  หลักสูตร  ที่มาอบรมให้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย  6. นวัตกรรม  ซึ่งในปีนี้มีการจัดแสดงองค์ความรู้ที่เกิดจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของยาหอม  ที่ต้องบอกว่าเมื่อดูผลการวิจัยแล้วจะพูดได้คำเดียวว่า  ทำไมบรรพบุรุษเราเก่งจัง  รู้ได้อย่างไร  ต้องเอาสมุนไพรไหนผสมกันแล้วบำรุงหัวใจ  หรือแก้อาการวิงเวียน  มาร่วมหาคำตอบกันได้ในงาน 
          นอกจากนี้ ภายในงานมีไฮไลท์สำคัญ คือ สมุนไพรหอม โดยมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องหอมไทย และผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่ผลิตจากดอกไม้ แก่นไม้และเปลือกไม้ต่าง ๆ ที่นำมาผลิตเป็นน้ำหอม ตลอดจนการสาธิตการทำน้ำอบ น้ำปรุง แป้งร่ำ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณในการทำน้ำหอมไว้ใช้ภายในครัวเรือน ตลอดจนการจัดแสดงสาธิตกระบวนการและกรรมวิธีการทำยาหอมไทย ซึ่งสืบทอดตำรับมาจากราชสกุล มีประวัติตามที่บันทึกไว้ยาวนานมากว่า 300 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตลอดจนการสาธิตการทำอาหาร อาหารว่าง น้ำสมุนไพร จากสมุนไพรหอม ซึ่งนอกจากจะให้ความหอมรื่นรมย์ในรสชาติอาหารแล้ว ยังก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย”
          นายสุนทร  พรหมหาราช หมอยาพื้นบ้านเมืองเลย  ที่มีดีกรีเป็นนักธรรมเปรียญเอก  ศิษย์ก้นกุฏิของพระอาจารย์มั่น  ได้เล่าให้ฟังว่า  หากพูดถึงพืชหอม เมืองเลยก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีพันธุ์พืชหอมมาก   จนเป็นที่มาของชื่อสถานที่ต่าง ๆ เช่น  ห้วยเนียม  เป็นสถานที่ที่ในอดีตที่มีเนียมอยู่เป็นจำนวนมาก  ห้วยหอม ก็มีว่านเปราะหอมอยู่เป็นจำนวนมาก  ดังนั้นเมืองเลยเองจึงมีภูมิปัญญาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรหอมอยู่อย่างหลากหลาย  ทั้งใช้เป็นเครื่องราง  ของขลัง  ของเมตตามหานิยม  ใช้ในการรักษาโรค  ประกอบอาหาร  เครื่องหอม  เครื่องประทินผิวและความงาม  ที่ตกทอดมาสู่ยุคปัจจุบัน  แต่สิ่งที่ดูจะโดดเด่นไม่แพ้พืชหอม  ก็คือ  นิทานพื้นบ้าน  “นางผมหอม”  ที่ร้อยเรียงภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์ของพืชหอมไว้ด้วยกัน  และเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เมืองเลยเป็นเมืองแห่งพืชหอม 
หมอสุนทรยังเล่าให้ฟังต่อไปถึงตำนานนางผมหอมฉบับเมืองเลยว่า  คนรุ่นปู่ย่าเล่าว่าสาเหตุที่นางผมหอมมีผมหอมและกลิ่นกายหอมนั้น เพราะพญาช้าง  ผู้เป็นพ่อได้นำพืชหอมจากที่ต่าง ๆ มาปลูกไว้ถึง 32 ชนิด  ไม่ว่าจะเป็น  ไม้แค่  ว่านหอม  แหน่งหอม (ว่านสาวหลง)  เนียมอ้ม เนียมหอม (เนียมข้าวเม่า) เนียมสร้อย  เกดกาบ  ดอกซ้อน ขมิ้น ไคร้หอม  หอมดึก สะเลเต  จันทร์หอม ว่านเสน่ห์จัน  เนียมกบ  ตำยาน  ไม้จันทร์  เนียมพันชั่ง ดูกปลาใหล จวงหอม เป็นต้น เพื่อให้ลูกสาวคือนางผมหอมใช้เป็นยาสระผม เป็นสบู่ แป้ง และเครื่องประทินผิวต่าง ๆ  แม้แต่ที่ท่าน้ำที่นางผมหอมอาบน้ำสระผม ก็ได้ชื่อว่าห้วยหอม เนื่องจากเมื่อก่อนนั้นเวลาชาวบ้านลงไปอาบน้ำที่ท่าน้ำห้วยหอมจะมีกลิ่นหอม จากจำพวก ว่านหอม เนียม แหน่งหอม เป็นต้น หอมทั่วทั้งท่าน้ำ เพียงแค่เดินไปในบริเวณนั้นก็หอมแล้ว หรือที่ห้วยเนียมที่มีเนียมมากมายในอดีต เข้าไปก็จะมีแต่ความหอมของเนียม จนได้ชื่อว่าห้วยเนียม
          ในส่วนของหมอสุนทรเองนั้นนอกจากจะมีความเชี่ยวชาญในการทำสบู่  ยาสระผมธรรมชาติจากเครื่องหอมแล้ว  ที่หมอได้มาอีกอย่างก็คือ  เครื่องหอมดับกลิ่นกายสูตรหลวงปู่ฟั่น ที่เป็นมากกว่าเครื่องหอม  แต่ยังใช้เป็นยาป้องกันโรคผิวหนังได้ด้วย   ซึ่งในวันนี้หมอสุนทรก็ได้นำมาทำให้ได้ชมและได้สัมผัสถึงความหอมและเป็นธรรมชาติ  ซึ่งผู้ที่สนใจอยากได้สูตรที่ทำไม่ยาก  ทำแล้วจะรู้สึกภูมิใจในฝีมือของตนเอง  ภูมิใจในพืชหอมไทย  และภูมิใจในความเป็นไทย  ร่วมภูมิใจกันได้ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 7 
          ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลได้ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมสมุนไพรหายาก โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ โดยได้ค้นพบสมุนไพรที่หายาก ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ แหน่งหอม หรือว่านสาวหลง ซึ่งเป็นพืชหอมที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องหอมของคนอีสานแทบทุกชุมชน โดยใช้ทำเป็นแป้งฝุ่นทาตัวหลังอาบน้ำ หุงใส่สีผึ้งไว้ทาปาก ทำเป็นเครื่องหอมในงานแต่งงาน เป็นต้น พังคี สมุนไพรรากหอมชั้นดีพบในป่าเต็งรัง รากเจตพังคีมีรสเผ็ดปนขม มีกลิ่นหอม เปลือกรากเจตพังคีมีสีเหลือง มีสรรพคุณ แก้ท้องขึ้น ปวดแน่นในท้อง ขับผายลม ทำให้เรอ อาการที่มีลมในท้องคนโบราณ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะลมจะทำให้ร่างกายปั่นป่วนไม่สบาย มีอาการปวดหัว วิงเวียน
          การะเกด เป็นดอกไม้ที่มีความหอมมาก สามารถนำมาใช้ในการดับกลิ่นกายได้ โดยหลวงปู่ฝั้น อาจาโร บอกว่า “ให้เอาดอกเกดกาบ รากตำยาน เปลือกแค่ รากแหน่งหอม หัวว่านหอม ใบเนียมคันชั่ง ดอกซ้อน ดอกคัดเค้า ใบเนียมอ้ม ให้เอาดอกเกดกาบ เอาไปตากแห้งแล้วเคาะเอาฝุ่น ในดอกเกดกาบจะมีฝุ่นผงขาว หอมมาก ส่วนพืชอื่น ๆ เอาไปตากแดดให้แห้งเหมือนกัน เอามาบด คนผสมให้เข้ากันทุกอย่าง เสร็จแล้ว ให้เอาน้ำซาวข้าวน้ำแรกมา เอาเปลือกจันหอมแช่ในน้ำซาวข้าว แล้วนำไปต้มใส่ส่วนผสมพืชหอมทั้งหมดลงไป ใส่น้ำผึ้งสี่ห้าหยด ต้มเคี่ยวจนแค่น แล้วนำออกมาใส่อูบ หรือตลับไว้ เมื่อจะใช้ก็ใช้นิ้วลูบ แล้วเอามาทา นอกจากจะทำให้หอมไม่มีกลิ่นแล้ว ยังรักษากลากเกลื้อนอีกด้วย”
          ขิงแคงปลากั้ง หรือ บอนหอม เสน่ห์จันทน์ เป็นสมุนไพรที่พบมากในตำรายาโบราณของอีสาน ที่มักจารไว้ในใบลาน  มีการใช้เช่นเดียวกับพืชหอมทั่วไป จึงปรากฏอยู่ในตำรับของยาขับลม ยาแก้ปวดท้อง หรืออยู่ในตำรับยาบำรุงร่างกาย เช่นเดียวกับหมอยาไทยใหญ่ จะใช้เหง้าต้มน้ำมาดื่ม ช่วยในการขับลม บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ คลายเครียด นอนหลับ และนิยมใช้ใบอังไฟให้ร้อน ประคบตามบริเวณที่บวมและอักเสบ ฟกช้ำ ดำเขียว ขาบวม และขาแพลง นอกจากนี้ หมอยาอีสานยังใช้ในการทำน้ำมันหอมหรือนวดหอม (สีผึ้งทาปาก) เพื่อทาตัวทาปากให้มีกลิ่นหอม ป้องกันแมลงกัดต่อย ทาขมับ หน้าอก แก้หวัด ลดน้ำมูก เป็นต้น
          “นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงสมุนไพรที่มีคุณค่าในการดูแลสุขภาพ อาทิ เชียงดา สมุนไพรที่มีสรรพคุณในการลดน้ำตาลในเส้นเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ขมิ้นชัน สมุนไพรสารพัดประโยชน์ใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สำหรับผู้เข้าร่วมชมงานด้วย”   ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าว
          ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1 – 5 กันยายน นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

*******************************************************